ไข่เจียวปู พรีเมียม มีต้นทุนเท่าไหร่
ไข่เจียวปู crab omelette

ไข่เจียวปู มีต้นทุนเท่าไหร่

ทำไม ไข่เจียวปู ถึงมีขายกันตั้งแต่ราคาหลัก 100 บาท ถึง 4,000 บาท? มันเกี่ยวกับวัตถุดิบอย่างเดียวจริงหรือ?

วันนี้เรามาลองเจาะลึกกันว่า แท้จริงแล้วต้นทุนของเมนูนี้ ถ้าทำแบบคุณภาพเน้นๆ จะมีต้นทุนอยู่ที่เท่าไหร่ ด้วยวิธีคิดต้นทุน 3 ชั้น

ขั้นที่ 1 ต้นทุนวัตถุดิบของไข่เจียวปู (Food Cost)

เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ใส่เนื้อแน่นๆ จุดเริ่มต้นของความพรีเมียม

  • ไข่ไก่ 2+1 ฟอง: 19.90 บาท
  • เนื้อกรรเชียงปู 3 ขีด (กิโลละ 2,900):  870.00 บาท 
  • น้ำมันคาโนล่า (ไม่ใช้ทอดซ้ำ , 400 มล.): 37.60 บาท
  • ซอสพริก: 3.53 บาท

รวมต้นทุนเบื้องต้น: 931.03 บาท

แต่…นี่เป็นเพียง “วัตถุดิบ” ยังไม่ใช่ “อาหาร” เพราะถ้าขาดกระบวนการทำ เมนูนี้ก็ไม่เกิดขึ้น

*ราคาวัตถุดิบเป็นเพียงการประเมิน อาจมีความแตกต่างกันตามช่วงเวลา คุณภาพของวัตถุดิบ ปริมาณการสั่งซื้อ และราคาในแต่ละพื้นที่
**อาจมีต้นทุนรายการอื่นๆ เพิ่มเติม

ค่าแรง “ต้นทุนแฝง” ของเมนูอาหาร

หลายคนมักคิดว่าเมนูอาหาร “วัตถุดิบเหมือนกัน ราคาก็ควรใกล้กัน” แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่สร้างความต่าง ไม่ใช่วัตถุดิบเสมอไป

จากการที่ลูกค้าผู้ใช้งาน เทมเพลตคำนวณต้นทุนของเรา มีทั้งที่เจ้าของร้านอาหารที่อยู่ในไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีความต่างของค่าจ้างอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น ถ้าจะบอกว่าต้นทุนจริงของเมนูคือเท่าไหร่ การนำต้นทุนค่าแรงตามเวลาที่ใช้ผลิตจริงรวมเข้าไปด้วย ก็จะใกล้เคียงกับคำว่าต้นทุนรวมของเมนู มากกว่าการมองจากต้นทุนวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว

ตำแหน่งเงินเดือนเฉลี่ยมูลค่าสำหรับเวลา 5 นาที
เชฟเริ่มต้น / กุ๊กร้านทั่วไป10,000 - 20,0003.56 ~ 7.12 บาท
เชฟระดับกลาง
(Sous Chef / Head Chef ร้านทั่วไป)
30,000 - 80,00010.68 ~ 28.49 บาท
เชฟบริหาร
(Executive Chef)
50,000 - 150,00017.81 ~ 53.42 บาท
เชฟชื่อดัง / มิชลินสตาร์500,000 - 1,000,000
(ในแง่มูลค่าตลาด)
178.06 ~ 356.13 บาท

*ข้อมูลเงินเดือนและค่าแรงนี้เป็นตัวเลขโดยประมาณ อาจแตกต่างกันตามพื้นที่ ประเภทสถานประกอบการ และช่วงเวลา

แค่เวลาเพียง 5 นาที แต่ค่าแรงของกุ๊กทั่วไปกับเชฟมิชลิน ต่างกันถึง 100 เท่า

ขั้นที่ 2 คำนวณต้นทุนจริง ในการผลิต

เมนูอาหารไม่เกิด ถ้าไม่มีกระบวนการผลิตและจำหน่าย

การทำอาหารมี ค่าใช้จ่ายที่แฝงอยู่ในทุกกระบวนการ (Hidden Costs) เช่น ค่าแรง,พลังงาน, ค่าเช่า, ค่าเสื่อมอุปกรณ์

ตัวอย่าง ต้นทุนแฝงในแต่ละจานของ “ไข่เจียวปู”

  • ค่าแก๊ส (เตา KB-5 ใช้ 5 นาที): 2.6 บาท
  • ค่าแรง (เชฟมิชลิน*, เงินเดือน 500k, 5 นาที): 178.06 บาท
  • ค่าเช่าและค่าเสื่อม (เฉลี่ยต่อลูกค้า 60 นาที): 5.56 บาท

รวมต้นทุนแฝงต่อจาน: 186.22 บาท

สรุปต้นทุนรวม (วัตถุดิบ+แฝง): 1,117.25 บาท/จาน

แม้ลูกค้าเต็มร้าน แต่ถ้าขายต่ำกว่าต้นทุนนี้ = ขาดทุน

*ค่าแรงที่นำมาอ้างอิงเป็นเพียงการสมมติ อาจสูงหรือต่ำกว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กร

ราคาขายFood Cost (%)ต้นทุนแฝงVAT (included)กำไร
150062%186.22 บาท-382.75 บาท (25%)
150066%186.22 บาท7% (98)284.61 บาท (20%)
400023%186.22 บาท-2882.75 บาท (72%)
400025%186.22 บาท7% (261.68)2621.06 บาท (70%)

ขั้นที่ 3 วิเคราะห์จุดคุ้มทุนและกำไร

50% ของร้านอาหารเปิดใหม่ปิดตัวลงในปีแรก แม้ว่าต้นทุนต่อจานไม่สูง แต่ถ้ากำไรที่ได้ ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายรวมของร้าน ก็อยู่ไม่ได้

สมมติว่าคุณลงทุนร้านอาหารแห่งหนึ่ง

  • เงินลงทุน
    500,000 บาท ต้องการคืนทุนใน 2 ปี
  • ค่าเช่า รายเดือน
    40,000 บาท เปิดร้านขาย 26 วัน/เดือน (10ชั่วโมง/วัน)
  • จำนวนที่นั่ง
    40 ที่นั่ง
  • พนักงาน
    8 อัตรา (เงินเดือนเฉลี่ย 30k) + 1 เชฟมิชลิน

 

จะมีต้นทุนเกิดขึ้นต่อวันที่  30,684.46 บาท โดยที่ยังไม่เกิดการขายเลย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงมีร้านที่ขายดี แต่เจ๊ง เพราะไม่เข้าใจการบริหารจัดการต้นทุน

*ในตัวอย่างนี้จะข้ามค่าใช้จ่ายสาธารณูประโภค หรือต้นทุนส่วนอื่นๆ หากสนใจดูแนวทางการคิดแบบละเอียด กดที่นี่

ตัวอย่างการคำนวณจุดคุ้มทุน (Break-even) เพื่อให้กำไรครอบคลุมต้นทุนแฝง

ราคาขายต่อจานจำนวนที่ต้องขายต่อวัน (จุดคุ้มทุน)เป้ายอดขายภาษีที่ต้องนำส่งกำไร ณ จุดคุ้มทุน (หลังหักค่าใช้จ่ายแฝง)
150055 จาน82,500-465.6 บาท
1500 (รวม Vat)66 จาน99,0006476.6219.0 บาท
400011 จาน44,000-3045.5 บาท
4000 (รวม Vat)11 จาน44,0002878.5167.0 บาท

จะเห็นว่า หากตั้งราคาที่ 1,500 บาท แม้ลูกค้าจะมองว่ายังแพง แต่ร้านต้องขายให้ได้ถึง 55 จาน ถึงจะเริ่มมีกำไร และต้องเป็นแบบนี้ต่อเนื่องทุกวัน เป็นเวลา 2 ปี

นี่จึงเป็นส่วนหนึ่ง ที่ร้านเปิดใหม่พลาด คือ ไม่ทำ Feasibility (แบบละเอียด) ให้เหมาะกับธุรกิจร้านอาหาร โดยอาจมีทั้งข้ามขั้นตอน หรืออาจไม่เคยรู้จักเรื่องนี้ด้วยซ้ำ จนต้องเสียไปทั้งเงินและเวลา

ทำไมลูกค้ายอมจ่ายแพง แม้รสชาติอาจคล้ายๆกัน?

เมนูจากเชฟระดับแถวหน้า
บางทีอาจรสชาติดีกว่าจากเมนูในร้านธรรมดาไม่มากนัก แต่คนก็ยังยอมจ่ายให้มากกว่า นั่นคือพลังของชื่อเสียง

โดยเฉพาะในระดับของร้านมิชลินสตาร์ ที่อาจเรียกว่าเป็นการถูกยอมรับในระดับสากล (ไม่ใช่แค่ในประเทศ)
ซึ่งกลายเป็นเรื่องของประสบการณ์ และสามารถอวดลงโซเชียลได้ (Maslow’s Hierarchy of Needs – Esteem)

แต่สำหรับธุรกิจที่ต้องการควบคุมต้นทุน ก็อาจต้องมองให้ลึกถึงต้นทุนส่วนนี้ และเลือกคนให้ถูกต้อง อย่างมีประสิทธิภาพและมีความคุ้มค่าสูงสุด

  • ถ้าคุณต้องการชื่อเสียง → เชฟที่มีชื่อเสียงเพื่อ “ฝีมือ” และ “แบรนด์”
  • ถ้าลูกค้าของคุณซื้อที่คุณภาพและความคุ้มค่า → เชฟที่มีความสามารถเหมาะสมตามระดับของงาน เพื่อควบคุมต้นทุน โดยคงรักษาคุณภาพที่ลูกค้ารับได้
  • แต่ถ้า ลูกค้าเป้าหมายของคุณคือกลุ่มพรีเมียม การขาย “ของธรรมดา” จะไม่ทำให้พวกเขาซื้อซ้ำ

ดังนั้น หากยังมีอุปสงค์จากผู้ซื้อ แม้ว่าราคาสินค้าจะสูงกว่าในพื้นที่ แต่ผู้ที่ซื้อจริงนั้น อาจมาจากนอกพื้นที่ – ต่างประเทศ ธุรกิจจึงดำเนินไปได้

แต่หากขนาดของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อ ลดลงจนไม่เพียงพอต่อธุรกิจ การขายก็จะไม่เกิดขึ้น จนร้านเองที่ต้องฝ่ายปรับตัว

เกล็ดความรู้

Q: มิชลินสตาร์ (Michelin Star) คืออะไร
A: รางวัลระดับนานาชาติที่ใช้จัดอันดับคุณภาพ “ร้านอาหาร” มอบ โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “มิชลินไกด์” (Michelin Guide) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ Michelin

ความหมายของดาวมิชลิน

  • ⭐ 1 ดาว : ร้านอาหารคุณภาพสูงที่ควรค่าแก่การหยุดแวะ
  • ⭐⭐ 2 ดาว : อาหารยอดเยี่ยม ควรค่าแก่การขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อไปชิม
  • ⭐⭐⭐ 3 ดาว : สุดยอดอาหาร ควรค่าแก่การเดินทางไกลเพื่อไปชิมโดยเฉพาะ

*ไม่ใช่การจัดอันดับตัวบุคคลหรือเชฟโดยตรง ถ้าเชฟย้ายไปเปิดร้านใหม่หรือเปิดสาขาเพิ่ม ต้องถูกประเมินใหม่ ไม่สามารถยกดาวเดิมไปใช้ได้

Q: เชฟมิชลิน คืออะไร
A: จริงๆ แล้ว ไม่มีคำว่า “เชฟมิชลิน” อย่างเป็นทางการ
สิ่งที่ถูกต้องคือ ร้านอาหาร ที่ได้รับ “มิชลินสตาร์”  แต่เพราะคนมักเชื่อมโยงชื่อเสียงของร้านกับ เชฟเจ้าของร้านที่เป็นผู้ดูแล หลายคนเลยเรียกติดปากว่า “เชฟมิชลิน”

“อาหารก็คล้ายกับงานศิลปะ
เชฟเปรียบเหมือนศิลปิน

คนที่ให้คุณค่า
ยอมจ่ายในราคาที่สูง

แต่บางครั้งคนที่ไม่รู้ถึงคุณค่า กลับวิจารณ์ โดยขาดความรู้
ซึ่งนอกจากไม่ส่งเสริมแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนอีกด้วย”

บทสรุป

ราคาขายที่เหมาะสมควรตั้งบนพื้นฐานของต้นทุนที่แท้จริงและวิเคราะห์ให้ครอบคลุมทุกปัจจัย หากคุณสนใจวิเคราะห์ต้นทุนและราคาขายแบบ 3 ชั้น ลองใช้เทมเพลตPro เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ว่าการขายสินค้าของคุณ ต้องขายจำนวนเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน 

สุดท้ายแล้ว หากไม่ใช่สินค้าควบคุมราคา การซื้อขายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายพึงพอใจ

ส่วนการซื้อซ้ำ ลูกค้าต้องตัดสินใจว่ามันคุ้มค่าก่อน ไม่อย่างนั้นก็อาจขายได้เพียงครั้งเดียว (แม้จะขายได้ครั้งเดียว แต่ถ้ามีลูกค้ามาจากทั่วโลกก็นับว่าคุ้มค่า)

และสำหรับผู้ขายสินค้า ก็อย่าลืมแจ้งราคาที่ชัดเจน พร้อมรายละเอียดให้ครบถ้วนทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย และเสียภาษีกันด้วยนะครับ

More
articles

ขายได้ แต่แทบไม่เหลือกำไร?

จะรู้ได้ยังไงว่าที่ทำอยู่ จะมีกำไรจริง

ดูวิธีวิเคราะห์แบบที่คนทำร้านอาหารเข้าใจได้จริง

ขายได้ แต่แทบไม่เหลือกำไร?

จะรู้ได้ยังไงว่าที่ทำอยู่ จะมีกำไรจริง

ดูวิธีวิเคราะห์แบบที่คนทำร้านอาหารเข้าใจได้จริง

ใหม่ รายรับ - รายจ่าย

แจกฟรี เทมเพลตแอปรายรับ-รายจ่าย ใช้งานบน Google AppSheet ข้อมูลเป็นส่วนตัว อยู่ในบัญชี Google ของคุณเอง